การแต่งงานแบบแนวประหยัด

การแต่งงานมีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 มีความหมายว่า “การทำพิธีเพื่อให้ชายหญิงอยู่กินเป็นผัวเมียกันตามประเพณี” ในสังคมมนุษย์เราการแต่งงานถือเป็นการเริ่มต้นของชีวิตครอบครัว โดยผู้ที่จะมีครอบครัวได้ก็คือ ชายและหญิงที่ถึงวัยอันควรที่จะเป็นสามีภรรยากันได้ตามประเพณีและกฎหมาย แต่ยุคสมัยที่เปลีย่นแปลงไปจึงทำให้พิธีการแต่งงานเปลี่ยนไปตามยุคสมัยด้วย

การแต่งงานแบบแนวประหยัด

การแต่งงานแบบแนวประหยัด

 

การแต่งงานสำหรับผู้ที่มีชื่อเสียงและทรัพย์สินมากมาย อาจจะมีพิธีการแต่งงานที่ใหญ่โตตามฐานะของตนเอง แต่ในสมัยปัจจุบันนี้ หนุ่มสาวหลายคนคงจะนึกถึงการทำพิธีที่คงความถูกต้องทางประเพณี ในขณะเดียวกันก็ต้องการความประหยัดและเรียบง่าย เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูแนวทางการจัดงานแต่งงานตามประเพณี และกฎหมายของไทยแต่ตัดสิ่งสิ้นเปลืองออกไปแต่ยังคงไว้ซึ่งสาระสำคัญของการแต่งงานตามขั้นตอนดังนี้

เริ่มต้นด้วยการสู่ขอที่เป็นพิธีการเบื้องต้นของประเพณีแต่งงานของสังคมไทย ซึ่งถือเป็นเรื่องมงคลของชายหญิงที่จะได้เป็นสามีภรรยากัน และยังถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่ฝ่ายหญิงอีกด้วย

การสู่ขอมี 2 ขั้นตอนด้วยกัน คือการทาบทาม และ การสู่ขอ โดยการทาบทามเป็นการเริ่มต้นของการสู่ขอโดยฝ่ายชายจะจัดผู้ใหญ่ที่นับถือเป็น เฒ่าแก่ทาบทาม ไปทาบทามกับผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง เมื่อทางฝ่ายหญิงไม่ขัดข้องก็จะเริ่มข้อตกลงในเรื่องของสินสอดทองหมั้น ตลอดจนวันเวลาที่ฝ่ายชายจะมาสู่ขอฝ่ายหญิงต่อไป ส่วนการสู่ขอจะเป็นการยอมรับและยืนยันข้อตกลงว่าจะให้ทั้งฝ่ายชายและหญิงได้แต่งงานกัน พร้อมทั้งหารือเรื่องพิธีแต่งงาน และฤกษ์นามต่อไป

พิธีหมั้น เป็นการมอบสิ่งของให้กับฝ่ายหญิง เพื่อแสดงถึงความมั่นหมายว่าจะแต่งงานด้วย ในปัจจุบันการหมั้นนิยมใช้แหวนเป็นของหมั้น และพิธีหมั้น ก็จะมีเพียงฝ่ายชายเท่านั้นที่สวมแหวนหมั้นให้กับฝ่ายหญิงต่อหน้าของญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายรวมทั้งเฒ่าแก่ที่มาสู่ขอด้วย และจะมีการจัดเลี้ยงเล็กน้อยพอเป็นอันเสร็จพิธี เมื่อทั้งสองฝ่ายเชื่อใจกันดีอยู่แล้วก็จะเหลือเพียงการแต่งงาน และการจดทะเบียนสมรส

ขั้นตอนต่อมาก็มาถึงการจัดพิธีการแต่งงาน สมัยก่อนจะจัด 2 วันเรียก วันสุกดิบ และวันแต่งงาน แต่โดยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้จึงนิยมจัดงานแต่งงานให้เสร็จในวันเดียว ซึ่งพิธีการแต่งงานแนวประหยัดที่จะนำเนอมี 4 แบบด้วยกันดังนี้

พิธีแต่งงานแบบที่ 1

ตัดวันสุกดิบออกและจัดแจงขั้นตอนการแต่งงานให้รวบรัดขึ้น โดยเช้านิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ จากนั้นก็เลี้ยงพระพร้อมกันทั้งคู่บ่าวสาวก็เป็นอันจบพิธีสงฆ์ ในช่วงเวลาบ่ายเจ้าบ่าวจัดขบวนขันหมากเดินทางมายังบ้านของเจ้าสาว จากนั้นเชิญขันหมากมาตรวจสินสอด ไหว้บิดามารดา ฐาติผู้ใหญ่ และอาจจะจดทะเบียนสมรสเลยก็ได้ ในช่วงเย็นก็จัดพิธีรดน้ำของคู่บ่าวสาว เพื่อเป็นการประหยัดก็เชิญประธานเพียง 1 ท่านเป็นผู้รดน้ำและเจิมหน้าผากให้คู่บ่าวสาว เสร็จแล้วแจกของชำร่วยในงาน เมื่อถึงกลางคืนบิดามารดาและญาติผุ้ใหญ่ทำพิธีปูที่นอน      และพิธีส่งตัวเจ้าสาว พร้อมทั้งให้โอวาทและอวยพรตามธรรมเนียนก็เป็นอันเสร็จพิธีแต่งงาน

พิธีแต่งานแบบที่ 2

เจ้าบ่าวเดินขบวนขันหมากไปยังบ้านเจ้าสาว จากนั้นทำบุญตักบาตร แล้วจดทะเบียนสมรสในช่วงเช้า เมื่อถึงช่วงบ่ายจัดพิธีรดน้ำและเลี้ยงอาหารแก่แขกที่เข้ามาในงาน จะทำเป็นอาหารว่างหรืออาหารเย็นก็ได้ เมื่อถึงกลางคืนก็เป็นพิธีปูที่นอน และพิธีส่งตัวเจ้าสาว จากนั้นก็เป็นการอวยพรและให้โอวาทจากผู้หลักผู้ใหญ่เป็นอันเสร็จพิธี

พิธีแต่งงานแบบที่ 3

ในเวลาเช้าเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจัดถวายสังฆทานร่วมกันพร้อมตักบาตรที่หน้าบ้านหรือที่วัด จากนั้นก็จัดพิธีรดน้ำหรือผูกข้อมือ ตามด้วยการจดทะเบียนสมรส ในงานจะมีเพียงญาติผู้ใหญ่ของคู่บ่าวสาวเท่านั้นที่มาร่วมพิธี ในเวลาเที่ยงก็มีการเลี้ยงอาหาร ซึ่งจะจัดในหรือนอกสถานที่ก็ได้ จากนั้นก็ถึงพิธีปูที่นอน และพิธีส่งตัวเป็นอันจบพิธีการแต่งงาน

พิธีแต่งงานแบบที่ 4

ตอนเช้าคู่บ่าวสาวถวายสังฆทานร่วมกันหรือจะตักบาตรที่หน้าบ้านหรือที่วัดก็ได้ จากนั้นญาติผู้ใหญ่และบิดามารดาร่วมรดน้ำอวยพรและผูกข้อมือ เสร็จแล้วก็จูงมือกันไปจดทะเบียนสมรส เป็นอันเสร็จพิธี

จากการแต่งงานสี่แบบที่เสนอมาจะพบว่าการจัดงานแต่งงานเพื่ออยู่กับคนที่เรารักและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องจัดพิธีแต่งงานใหญ่โตให้เปลืองเงินทอง เพียงแค่ทำพิธีอย่างถูกต้องเหมาะสมก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุข


Top
error: