อาหารหรือขนมมงคลที่ใช้ในงานแต่งงานของภาคกลาง

การจัดงานพิธีแต่งงานนอกจากความประทับในความความหวานของคู่บ่าวสาวแล้ว งานแต่งงานยังมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้มาร่วมยินดีในงานด้วยอาหารที่หลากหลายมากมาย ทั้งอาหารคาวหวานต่างก็ถูกจัดเตรียมไว้ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้

ขนมแต่งงานภาคกลางในภาคกลางนั้นมีการเรียกว่า “กินสามถ้วย” หรือ “กินสี่ถ้วย” อันมีความหมายถึงการเลี้ยงขนมสมอย่างหรือสี่อย่างโดยขนมทั้งหมดนั้นเป็นขนมโบราณที่มีมาตั้งแต่ดั่งเดิมของไทย อันได้แก่ เม็ดแมงลักน้ำกะทิ หรือ “ไข่กบ” ลดช่องน้ำกะทิ หรือ “นกปล่อย” ข้าวตอกน้ำกะทิ หรือ “นางลอย” และข้าวเหนียวน้ำกะทิ หรือ “อ้ายตื้อ” ซึ่งขนมทั้งหมดนี้ล้วนมีความหมายในทางมงคล

โดยเม็ดแมงลักน้ำกระทิ มีลักษณะที่เป็นเม็ดใสจับตัวกันเป็นแพ มีลักษณะคล้ายกันกับไข่กบ มีความหมายว่าให้คู่บ่าวสาวนั้นมีลูกมีหลานเต็มบ้านเต็มเมือง ให้มีครอบครัวสมบูรณ์อบอุ่น เปรียบเหมือนกบที่ออกไข่ทีละมากๆ ส่วนน้ำกระทิก็มีความหมายถึงชีวิตรักที่หวานชื่นดั่งน้ำกระทิ

ลอดช่องน้ำกระทิ มีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาวนั้นมีความรักที่มั่นคงยืนยาว ไม่ว่าจะทำการใดก็ทำผ่านพ้นไปได้โดยง่ายตลอด และจะประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ดั่งลักษณะที่ลื่นไหลของลอดช่องนั่นเอง

ข้าวตอกน้ำกระทิ มีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาวนั้นมีความรักใครเบ่งบานเฟื่องฟู เหมือนกับข้าวตอก ส่วนน้ำกระทิก็มีความหมายว่าให้ชีวิตคู่มีความหวานชื่นดั่งน้ำกระทิ นอกจากนี้ข้าวตอกยังมีความหมายว่าให้ความรักที่มีนั้นเบ่งบานสวยงามอยู่ภายใต้ประเพณีอันดีงามเหมือนกับข้าวตอกที่ไม่เคยกระเด็นออกจากที่ครอบเวลาคั่ว

ข้าวเหนียวน้ำกระทิ มีความหมายว่าให้คู่บ่าวสาวนั้นมีความรักเหนียวแน่นกันเช่นเดียวกับข้าวเหนียวและมีความรักที่หวานชื่นดั่งความหวานของน้ำกระทิ

นอกจากขนมหวานทั้ง 4 ที่มีความหมายดีแล้วยังเป็นแหล่งพลังงานที่หวานชื่นใจสำหรับแขกผู้มาร่วมงานที่อาจจะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เพราะในเวลาสมัยก่อนนั้นการเดินทางไม่สะดวกสบายดั่งสมัยนี้ ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเดินทางถึงในแต่ละพื้นที่ แต่เดี๋ยวนี้เดินทางเร็วขึ้นสะดวกขึ้นการเลี้ยงขนมหวานแบบนี้จึงมีให้เห็นน้อยลง งานฉลองในการแต่งงานจึงมีชื่อเรียกง่ายๆ อีกอย่างว่า “กินเลี้ยง” แทน

นอกจากนี้เมื่อพูดถึงขบวนขันหมากที่จัดกันในภาคกลางนั้นจะต้องมี “เตียบอาหาร” ที่เน้นอาหารคาวด้วย โดยเตียบอาหารจะต้องจัดให้มี 3 คู่ขึ้นไป โดยอาหารคาวที่จัดวางในเตียบอาหารจะมี ขนมจีนน้ำยา ขนมจีบ และห่อหมก ซึ่งอาหารแต่ละอย่างล้วนมีความหมายในทางมงคล

ห่อหมก มีความหมายในทางมงคลว่า ให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวนั้น “เออออห่อหมก” กันไปในทุกๆ เรื่อง เพื่อจะได้ไม่ต้องมีเรื่องขัดข้องหมองใจกัน

ขนมจีบ มีความหมายในทางมงคลว่าให้คู่แต่งงานนั้นมีความรักหวานชื่นเหมือนกับตอนที่จีบกันใหม่ๆ  ซึ่งเป็นความรู้สึกที่หวานชื่น

ขนมจีนน้ำยา เป็นอาหารที่สำคัญอย่างมากในงานแต่งงานสมัยก่อน เพราะขนมจีนนั้นจะนำมาใช้โรยให้เส้นต่อเนื่องไม่ขาดออกจากกันและยาวต่อกันมากที่สุด เวลาจับก็ต้องจัดให้สวยงามไม่ตัดให้ขาด เพราะคนโบราณถือกันว่าเป็นมงคลให้ครองรักกันยืนยาว ส่วนเครื่องเคียงของขนมจีนเช่น ถั่วงอกก็มีความหมายให้ชีวิตคู่เจริญงอกงาม

ส่วนขนมหวานที่มีชื่อเป็นมงคล เป็นสิ่งที่นิยมกันในปัจจุบัน มีความหมายที่ช่วยเกื้อหนุนเพิ่มพูนชีวิตคู่ให้มีแต่ความสุขความเจริญ โดยขนมมงคล 9 ชนิดที่ขาดไม่ได้เลยในขบวนขันหมากจะประกอบด้วย

  • ขนมทองหยิบ ที่หมายถึง หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง
  • ขนมทองหยอด ที่หมายถึง ความร่ำรวยเงินทองที่ใช้จ่ายได้ไม่มีวันหมด
  • ขนมชั้น ที่หมายถึง การเฉลิมฉลองการเลื่อนชั้นยศ
  • เม็ดขนุน ที่หมายถึง มีคนคอยสนับสนุนตลอด
  • ขนมจ่ามงกุฎ ที่หมายถึงเกียรติยศที่สูงส่ง
  • ขนมฝอยทอง ที่หมายถึง ชีวิตคู่ที่ยืนยาว
  • ขนมถ้วยฟู ที่หมายถึง ความเฟื่องฟู เจริญรุ่งเรือง
  • ขนมเสน่ห์จันทร์ ที่หมายถึง ความมีเสน่ห์ มีแต่ผู้คนรักใคร่

เมื่อกล่าวถึงอาหารมงคลไปแล้ว อาหารต้องห้ามที่ไม่เป็นมงคลห้ามนำมาใช้ในงานแต่งงานก็มีเช่นกันได้แก่ แกงบวน ต้มยำ ยำผัก ปลาร้า ปลาเจ่า ตลอดจนอาหารชิดอื่นๆ ที่มีชื่อหรือลักษณะที่ไม่เป็นมงคลเช่น หมี่กรอบ ที่มีลักษณะหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ง่าย อาหารมงคลนั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนะธรรมอย่างหนึ่งของชาวไทยที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดละเมียดละไมในการดำเนินชีวิตของคนไทยมาช้านาน ดังนั้นรุ่นลูกรุ่นหลานจึงควรช่วยกันรักษาและถ่ายทอดมรดกทางวัฒนะธรรมอันดีงามนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังสืบไป


Top
error: